แนะนำวิธีแก้ร้อนในแบบด่วน เพื่อให้อาการน่ารำคาญนี้หายอย่างรวดเร็ว

วิธีแก้ร้อนใน

“แผลร้อนใน” หรือการอักเสบที่เนื้อเยื่อบุผิวในช่องปาก ที่มักจะสร้างความเจ็บปวดในยามรับประทานทานอาหารและบางครั้งยังทำให้พูดได้ลำบาก เพราะจะเกิดความระคายเคืองและเจ็บปวดในบริเวณที่มีแผลด้วย แม้ว่าโดยปกติแผลร้อนในจะสามารถหายเองได้ภายใน 7-14 วัน แต่สำหรับใครที่มีปัญหาร้อนในในปากอยู่ ก็มักจะต้องหาวิธีทำให้แผลในช่องปากหายเป็นปกติอย่างรวดเร็วที่สุด

สาเหตุของปัญหาร้อนใน

สาเหตุหลักของการเกิดอาการนี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดเยื่อบุช่องปากอักเสบในลักษณะที่เป็นจุดสีขาว และมักเกิดด้านในริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม และลิ้น จนกลายเป็นแผลขึ้น ซึ่งสาเหตุสำคัญนั้นรวมถึงภูมิต้านทานของร่างกายที่ต่ำลงด้วย นอกจากนี้ยังมีตัวแปรอื่น ๆ ที่สามารถกระตุ้นให้เกิดแผลร้อนในได้อีกเช่นกัน คือ

  •         การนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึกหรือนอนน้อยบ่อย ๆ
  •         มีความเครียดและวิตกกังวล
  •         การทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น ของทอด ของมัน เหล้าและเบียร์ เป็นต้น
  •         การทานอาหารรสจัด หรือมีรสชาติที่เผ็ดร้อนมากเกินไป
  •         การเกิดแผลในช่องปาก เช่น เผลอกัดลิ้นหรือกระพุ้งแก้มตัวเองขณะทานอาหาร หรือการถูกกระแทกในขณะแปรงฟัน 
  •         การมีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น มีเม็ดเลือดขาวต่ำ หรือติดเชื้อเอดส์
  •         การแพ้สารบางชนิดในยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปาก
  •         การแพ้อาหารบางชนิด เช่น เนยแข็ง นมวัว ช็อกโกแลต และกาแฟ เป็นต้น
  •         เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสบางชนิด เช่น เริม หรือ เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร
  •         การขาดวิตามินและเกลือแร่บางชนิด โดยเฉพาะเหล็ก สังกะสี โฟลิก และวิตามินบี 12
  •         ช่วงการมีประจำเดือนของสตรี ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนกว่าปกติ

ส่วนการแก้ปัญหาร้อนในนั้น มีหลายวิธีที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ซึ่งบางครั้งอาจช่วยให้หายได้โดยไม่ต้องใช้ยา ได้แก่

1.        การดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งแรง  ด้วยการลดความเครียดและความวิตกกังวล นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ดื่มน้ำเปล่าให้มากและควรเป็นน้ำอุณหภูมิปกติไม่ต้องแช่ตู้เย็น รวมถึงไม่ควรทานอาหารที่มีอุณหภูมิเย็นจัดหรือร้อนจัดด้วย

2.        ปรับวิธีการดูแลช่องปาก ในช่วงที่ยังมีแผลร้อนในในปาก ต้องพยายามเลี่ยงการเกิดกระทบหรือเสียดสีบริเวณที่เป็นแผล จึงควรใช้หลอดทุกครั้งในการดื่มน้ำ เปลี่ยนแปรงสีฟันให้มีขนอ่อนนุ่มหรือใช้แปรงสีฟันเด็ก บ้วนปากด้วยน้ำเกลือวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดแบคทีเรียในช่องปาก และหลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

3.        ใช้พืชสมุนไพรต้มดื่มหรือทานแบบเป็นแคปซูล สมุนไพรหลายชนิดมีสรรพคุณช่วยดับร้อนได้ดีและถูกนำมาทำเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สามารถหาได้ง่ายและยังช่วยแก้อาการร้อนในได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งได้แก่

ใบบัวบก ช่วยรักษาอาการช้ำในและยังรักษาแผลในช่องปาก รวมถึงอาการร้อนในได้อย่างน่าทึ่ง

จับเลี้ยง เป็นเครื่องดื่มจากสมุนไพรไทยและสมุนไพรจีนหลายชนิด อาทิ ดอก เก๊กฮวย ดอกงิ้วแดง เหม่ากึง โหล่เกง หล่อฮังก๊วย เป็นต้น ซึ่งช่วยบรรเทาอาการร้อนในและแผลในปากได้โดยตรง

รางจืด นิยมใช้รากและเถามาตากให้แห้งก่อนชงดื่มช่วยลดความร้อนในร่างกาย และยังช่วยลดแผลในปากที่เกิดจากอาการร้อนในได้อีกด้วย

มะตูม นำมาตากแห้งและต้มดื่ม ใส่น้ำตาลเล็กน้อยจะทำให้ดื่มง่ายและสดชื่น และช่วยลดอาการร้อนในอย่างได้ผล

             นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่ช่วยในการดับร้อนและบรรเทาอาการร้อนในได้ดี เช่น ฟ้าทะลายโจร ใบย่านางและรากบัว เป็นต้น 

4.        ใช้ยาป้ายแผลในช่องปาก ซึ่งมีส่วนผสมของ Triamcinolone Acetonide ราคาไม่แพงและยังสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป จะช่วยรักษาให้อาการร้อนในและแผลในช่องปากหายได้รวดเร็วขึ้น

แต่หากว่าใช้เทคนิควิธีแก้ร้อนในเหล่านี้แล้วยังไม่ได้ผล หรือยังเจ็บปวดจากแผลในช่องปากนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ แบบนี้ไม่ควรนิ่งนอนใจ ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์โดยเร็วจะเป็นการดีที่สุด

ช้อป Shopee 7.7 Mid Year Sale ส่งฟรีขั้นต่ำ 0 บาท พร้อมรับดีล 50% ทุกวัน ตั้งแต่ 25 มิถุนายน – 7 กรกฎาคมนี้! ช้อปคุ้มๆ กับคอลเลคชั่นสินค้าราคา 50 บาท ฟินกับ Flash Sale ไอเท็มฮอตและสินค้าแบรนด์ดังลด 50% ทุกวัน! พร้อมรับโค้ดส่วนลดมูลค่าสูงสุดถึง 777 บาท และ Coin Cashback สูงสุด 50%! ห้ามพลาดสินค้าแฟชั่นหลากหลายสไตล์ในราคาดีที่สุดกับ Fashion Mid Year Sale ช้อปแค่ไหนก็ส่งฟรีถึงบ้าน!

Tags:

Related Posts

ประกันรถมอเตอร์ไซค์

ทำใบขับขี่ ได้ทุกวัน สะดวกวันไหนเลือกได้เลย!

โครงการอบรมเสริมความรู้ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ประจำปี 2563 ในวันเสาร์อาทิตย์ เป็นโครงการที่กรมขนส่งฯ จัดมาต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 2533 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการขับขี่ที่ปลอดภัย เข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถใช้ถนนและปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง โดยใช้ระยะเวลา 2 วัน สำหรับอบรมและสอบของแต่ละโครงการ วันที่ 1 : เจ้าหน้าที่จากกรมขนส่งฯ จะให้ความรู้เรื่องมารยาทในการขับรถ เทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัย และด้านกฎหมายจราจรทางบก จากนั้นก็จะมีการทดสอบข้อเขียนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-exam) วันที่ 2 : เป็นการสอบปฏิบัติขับรถในสนามสอบเดียวกับมาตรฐานที่กรมการขนส่งทางบกทุกที่ทั่วประเทศใช้ เรียกได้ว่ามาตรฐานการฝึกอบรมและสอบเพื่อที่จะได้มาซึ่งใบขับขี่ใบแรกนี้ไม่ต่างกันเลยกับที่คุณต้องไปสอบใบขับขี่ที่กรมขนส่งฯ แต่ที่ดีกว่านั้นก็คือ คุณสามารถเลือกช่วงระยะเวลาของโครงการที่จัดได้ตามต้องการ ไม่ต้องเสียเวลาต้องไปทำใบขับขี่แต่เฉพาะเวลาราชการเท่านั้น แถมยังฟรีไม่ต้องเสียค่าอบรมอีกด้วย